“สถาปัตยกรรมไทย” ผลงานศิลปะที่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบสิ่งปลูกสร้าง


“สถาปัตยกรรมไทย” ผลงานศิลปะที่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบสิ่งปลูกสร้าง

สิ่งปลูกสร้างเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีศิลปะเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเราจะเห็นได้ตามตึกร้านบ้านช่องต่างๆ ที่ได้มีการออกแบบที่มีความสวยงามน่าอยู่ และในวันนี้เองHELPMYGOVก็จะพามาทำความรู้จักกับ “สถาปัตยกรรมไทย” ผลงานศิลปะที่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบสิ่งปลูกสร้าง มีเรื่องราวความเป็นมาและความสำคัญเป็นอย่างไรนั้น ไปชมกันเลย

สถาปัตยกรรมไทย” ผลงานศิลปะที่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบสิ่งปลูกสร้าง

                สถาปัตยกรรมไทย หมายถึง ผลงานศิลปะที่ถูกนำมาใช้ในการออกแบบสิ่งก่อสร้างในรูปแบบที่อยู่อาศัยและพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ได้แก่ วัด อาคาร บ้านเรือน โบสถ์ วิหาร วัง สถูป และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่มีความแตกต่างกันตามยุคสมัย ตามภูมิศาสตร์ และคตินิยม สถาปัตยกรรมไทยมีประวัติมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่คนไทยได้ย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานและเริ่มก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นมา เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต เพื่อให้เหมาะสมกับภูมิประเทศ สภาพอากาศ

“สถาปัตยกรรมไทย” ผลงานศิลปะที่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบสิ่งปลูกสร้าง

(สถาปัตยกรรมไทย)

                รูปแบบของสถาปัตยกรรมไทยที่ถูกค้นพบในไทย ส่วนมากจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ซึ่งได้แก่

-สถาปัตยกรรมที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ได้แก่ บ้านเรือน ตำหนักวัง และพระราชวัง มีทั้งรูปแบบไม้ ปูน ซึ่งเรือนไม้ในรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ เรือนเครื่องผูก เป็นเรือนไทยที่ถูกสร้างขึ้นมาแบบเรียบง่ายเน้นใช้สอย ส่วนมากจะถูกสร้างขึ้นมาแบบชั่วคราว หรือกึ่งถาวร และเรือนเครื่องสับ เป็นเรือนถาวรหลังใหญ่ที่อยู่รวมกันเป็นครอบครัว เป็นเรือนไทยที่ส่วนมากจะเป็นของเหล่าผู้มีฐานะ

-สถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องศาสนาได้แก่ เจดีย์, หอระฆังและหอกลอง, หอไตร, กุฏิ, วิหาร, สถูป, โบสถ์

ซึ่งสถาปัตยกรรมไทย จะแบ่งออกเป็นยุคสมัยตามประวัติศาสตร์ ดังนี้

1.ยุคทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ 12–16)

ซึ่งส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่ในส่วนภาคกลางของประเทศไทย และอยู่ในส่วนของจังหวัด นครปฐม สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ลพบุรี ราชบุรี แต่ก็มีการประจายตัวไปอยู่ทั่วประเทศบ้างเล็กน้อย เพียงแต่ไม่มากเท่ากับภาคกลาง สถาปัตยกรรมแบบทวาราวดีมักก่ออิฐและใช้สอดิน ซึ่งที่ค้นพบกันก็จะได้แก่ เจดีย์จุลปะโทนวัดพระประโทน วัดพระเมรุ ซึ่งในบางแห่งก็มีการใช้หินศิลาแลง โดยส่วนมากจะเป็นการใช้ก่อในบริเวณฐานของสถูป เจดีย์ ลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมแบบทวาราวดีกก็คือ เจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม เจดีย์ทรงระฆังคว่ำ มียอดแหลมอยู่ด้านบน

1.ยุคทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ 12–16)

(สถาปัตยกรรมยุคทวาราวดี)

2.ยุคศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13–18)

สถาปัตยกรรมยุคศรีวิชัย ไม่ทราบแน่ชัดว่าได้รับแรงบัลดาลใจมาจากไหน และมีศูนย์กลางอยู่ที่ใด แต่มักค้นพบใด้ในภาคใต้ของประเทศไทย สถาปัตยกรรมยุคศรีวิชัยจะมีร่องรอยของการก่อสร้างตามเมืองต่างๆ ได้แก่ เมืองครหิ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองตามพรลิงก์ จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ซึ่งสถาปัตยกรรมยุคศรีวิชัย จะมีเอกลักษณ์สำคัญคือ การสร้างสถูปทรงมณฑปให้มีฐานและเรือนธาตุรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ส่วนยอดเป็นเจดีย์แปดเหลี่ยม ส่วนฐานปากระฆังสร้างเป็นชิ้น ลดหลั่นกันไป ยกตัวอย่างเช่น พระบรมธาตุไชยา

2.ยุคศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13–18)

(สถาปัตยกรรมยุคศรีวิชัย)

3.ยุคลพบุรี (ราวพุทธศตวรรษที่ 12-18)

สถาปัตยกรรมยุคยุคลพบุรี มักค้นพบได้ที่ภาคกลางและถาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งมีการหยิบเอาอิทธิพลของศิลปะขอมมาใช้ในการสร้างสถาปัตยกรรม เช่น เทวาลัย ปราสาท พระปรางค์ ต่างๆ โดยนิยมใช้เป็นหินทราย ศิลาแลง แลอิฐ ในการก่อสร้าง

3.ยุคลพบุรี (ราวพุทธศตวรรษที่ 12-18)

(สถาปัตยกรรมยุคยุคลพบุรี)

4.ยุคเชียงแสน (ราวพุทธศตวรรษที่ 16–23)

สถาปัตยกรรมยุคเชียงแสน พบมากในภาคเหนือของประเทศไทย ส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างขึ้นเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา สถาปัตยกรรมยุคเชียงแสนเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับอิทธิพลมาอย่างมากมายอย่างเช่น ทั้งศิลปะสุโขทัย ศิลปะทวาราวดี ศิลปะศรีวิชัย ศิลปะพม่า โดยนำมาผสมผานกันจนออกมาในรูปแบบของสถาปัตยกรรมยุคเชียงแสน โดยสถาปัตยกรรมยุคเชียงแสน จะสร้างออกมาในรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับศาสนาทั้งหมด ได้แก่ โบสถ์ วิหาร เจดีย์ และส่วนมากมักทำจากไม้เป็นหลัก

4.ยุคเชียงแสน (ราวพุทธศตวรรษที่ 16–23)

(สถาปัตยกรรมยุคเชียงแสน)

5.ยุคสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 18–20)

สถาปัตยกรรมยุคสุโขทัย จะเป็นสถาปัตยกรรมที่ดูยิ่งใหญ่โอ่อ่า ส่วนมากจะสร้างในรูปแบบทางศาสนา ที่ได้แก่ วิหาร อุโบสถ วิหารต่างๆ รวมไปถึง พระธาตุ เจดีย์ มณฑป ซึ่ง เจดีย์ มณฑป และปรางค์ มีอยู่ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ เจดีย์แบบสุโขทัยแท้, เจดีย์ทรงกลมแบบลังกา และเจดีย์แบบศรีวิชัย หรือ เจดีย์ทรงปราสาท

5.ยุคสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 18–20)

(สถาปัตยกรรมยุคสุโขทัย)

6.ยุคอู่ทอง (ราวพุทธศตวรรษที่ 17–20)

สถาปัตยกรรมยุคอู่ทอง เกิดจากการรวมกันของศิลปะทวาราวดี และอารยธรรมขอม ที่นำมาผสมผสานกัน โดยถูสร้างขึ้นในรูปแบบของพุทธศาสนานิกายหินยาน ซึ่งมีเอกลักษณ์ส่วนตัวทางสถาปัตยกรรม คือ วิหารไม่เจาะหน้าต่าง แต่สร้างเป็นทรงยาว ชั้นหลังคาเตี้ย

6.ยุคอู่ทอง (ราวพุทธศตวรรษที่ 17–20)

(สถาปัตยกรรมยุคอู่ทอง)

7.ยุคอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ 20–23)

สถาปัตยกรรมยุคอยุธยา เป็นสถาปัตยกรรมที่ดูฟุ่มเฟือยมากที่สุด เพราะมันเป็นการสร้างในรูปแบบให้ดูยิ่งใหญ่ ร่ำรวย ตกแต่งด้วยการแกะสลักปิดทอง สมัยอยุธยาตอนปลาย รูปแบบสถาปัตยกรรมถือว่าอยู่ในจุดสูงสุด คือเป็นสถาปัตยกรรมที่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้ทุกประการ แต่สุดท้ายก็ต้องล่มสลายลงเพราะ กรุงศรีอยุธยาพ่ายแพ้แก่พม่าในปี พ.ศ. 2310

7.ยุคอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ 20–23)

(สถาปัตยกรรมยุคอยุธยา)

8.สถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์

เริ่มมีการหยิบเอาวัฒนะธรรมต่างประเทศเข้ามา ทั้งจีน และตะวันตก มีการเริ่มใช้อิฐดินเผาในการก่อนสร้างสิ่งปลูกสร้าง เริ่มมีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่นอกเหนือจากที่อยู่อาศัยและสถานที่สำคัญแก่ศาสนา ซึ่งนั่นก็คือ โรงงาน โรงสี โรงเลื่อย ห้างร้านและที่พักอาศัยของชาวตะวันตก ดังนั้นรูปแบบอาคารต่างๆ ในยุคนี้จึงจะมีรูปแบบตะวันตกผสมผสานอยู่ด้วย

8.สถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์

(สถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์)

ก็จบไปแล้วสำหรับ “สถาปัตยกรรมไทย” ผลงานศิลปะที่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบสิ่งปลูกสร้าง เราก็หวังว่าข้อมูลเหล่านี้อาจจะช่วยอนุรักษ์ไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมไทยที่สืบทอดกันมา และเราก็หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับผู้สืบค้นได้เป็นอย่างดี สมารถเข้าไปติดตามบทบความเกี่ยวกับการลงทุนต่อได้ที่GATOPAINTS